About Jae Joong Before Debute, ฮีโร่ของเรา”ยองอุงแจจุง”…น้ำตาพรากๆ

นานมาแล้วที่เกาหลีมีเด็กอายุ 15 ปีนิสัยดีเดินทางมาในเมืองพร้อมกับกระเป๋า 1 ใน เขากล่าวว่า "ลาก่อนพี่สาวทั้ง 8 คนและพ่อแม่ผู้ซึ่งรักผมมากที่สุด" แล้วเขาก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้ามาที่กรุงโซล เขาร้องไห้ที่ทิ่งครอบครัวมาเดินตามความฝันของตัวเอง เขาไม่ต้องการให้ครอบครัวเห็นนำตาของเขา ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะทำฝันนั้นเป็นจริง เขาสวมแจ๊คเก็ตบางๆมาในฤดูหนาวที่เย็นเยือก นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าออกมาจากบ้านไกลขนาดนี้ ในเมืองที่กว้างใหญ่นี้เขาเห็นเพียงความฝันของเขาเท่านั้น

ในที่สุดรถไฟก็หยุดเด็กน้อยลงจากรถไฟ เบื้องหน้าของเขาคือความวุ่นวายในเมือง แสงสีต่างๆ เขาไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน เขาเริ่มสั่นและสับสน เขาไม่รู้ว่าเขาจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี??

แต่ความฝันของเขาจะสลายไม่ได้ ถ้าเขากลับบ้านตอนนี้เขาจะไม่ยกโทษให้ตัวเองเลย เขาจะกลายเป้นคนที่อ่อนแอและขี้ขลาด ไม่มีใครที่จะช่วยเขาได้เลย ดังนี้นเด็กน้อยจึงหาอพาร์ทเม็นเล็กๆเหมือนกระป๋องปลาทูน่าอยู่ ซึ่งเขาเรียกมันว่าบ้าน

SM Entertainment บริษัทเพลงที่ใหญ่ที่สุดได้เปิดโครงการหานักร้องใหม่ เด็กน้อยจึงไปที่นั่น ในล็อบบี้ เขาเห็นผู้คนจำนวนมากที่เหมือนกับเขา คือต้องการที่จะเป็นนักร้อง ทุกคนแต่งตัวดี ตามแฟชั่นทุกคนจะมี MP3 เสียบที่หู แต่เขาสิสวมเสื้อ T-Shirt สีเทากับกางเกงยีนส์ 1 ตัว แต่นั่นก็ไม่สามารถที่จะทำให้เขารู้สึกท้อแท้เลย

เขาประกวดได้หมายเลขที่ 12 เขาเดินไปที่ห้องออดิชั่น ที่นั่นมีกรรมการ 5 คนนั่งอยู่ เขารู้สึกกระวนกระวายใจมากจนกระทั่งกรรมการให้เขาร้องเพลง

เขาก็ร้องเพลงเสียงนุ่มๆของเขานั้นดังกังวานไปทั่วห้อง เมื่อคุณได้ฟังเสียงของเขาคุณจะไม่สามารถช่วยให้ความรู้สึกเศร้านั้นหายไปได้ แต่คุณจะต้องการฟังเสียงของเข้าตลอดไปและตลอดไป

เหตุผลที่เขาชนะในการประกวดครั้งนี้ก็เพราะว่าเขาหน้าตาเขาเฟอร์เฟคไม่มีตำหนิ ผิวดี ขนตายาว ดูเผินๆแล้วคล้ายกับผู้หญิง ประกอบกับดวงตากลมโต ปากสีแดงระเรื่อ และผิวขาวราวกับหิมะ

ทางคณะกรรมการกล่าวว่าเขานั้นเกิดมาเพื่อที่จะทำงานด้านบันเทิงโดยเฉพาะ สุดท้ายเขาก็ได้ตกลงเซ้นสัญญากับทาง SM 7 ปีที่จะฝึกฝนอยู่ที่ SM เขาได้อยู่กับเสียงเพลงที่เขาชอบได้ฝึกฝนการเต้นร่วมกับคนอื่นๆในห้องเรียน เขาได้ฝึกฝนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่ง 5 ปีผ่านไปเขาเข้าใกล้ความฝันเข้าไปเต็มที เหลือสัญญาอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น

การฝึกอยู่ที่ SM นั้นยากลำบากมากเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่เขาผ่านมา แต่เขาก็รู้ว่านี่เป็นฝันของเขา ดังนั้นเขาไม่ละทิ้งมัน

เขาได้กินแต่ข้าวต้มตลอดเวลาที่มาอยู่ที่กรุงโซล เขารุ้ว่าครอบครัวของเขามีเงินพอที่จะส่งเงินมาให้เขาได้กินของดีๆ แต่เขาก็ไม่เคยบอกให้พ่อแม่ส่งเงินมาให้เขาซํกนิดเดียว ทุกๆวันเขากระตือรือร้นที่จะทำงานที่แตกต่างกันถึง 3 งาน

ขณะที่ใครบางคนกำลังหลังสบายใครบางคนกำลัง่งหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่มากมายอย่างหนัก เขาต้องไปส่งพร้อมกับจักรยานเก่าๆหนึ่งคัน และส่งหนังสือพิมพ์ถึงประตูหน้าบ้าน

ในตอนกลางวันเขาต้องไปทำงานก่อสร้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว หน้าตาที่สวยงามของเขาต้องเจอกับซีเมนต์และความสกปรก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ยับยั้งเสียงที่ไพเราะของเค้าได้เพราะความฝันของเขาคือนักร้อง

สิ่งทีเขาทำเหล่านี้ก็เพื่อที่จะเก็บเงินถึงแม้ว่าจะต้องเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม เขาต้องเดินถึง 3 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำงานเป็นบริกร(พนักงานเสริฟ) ที่ร้านอาหาร เขาทำอย่างนี้ตั้งแต่เขาอายุ 15 ปีโดยไม่ปริปากบ่นซักคำ

เขาทำทุกอย่างที่เขาสามารถจะทำได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับอาหาร 3 มื้อของเขาได้ ทุกๆครั้งที่เขาได้รับเงินเดือนมา ตอนแรกเขามักจะซื้ออาหารดีๆและซื้อเสื้อผ้าใส่หลังจากที่มีเงินเหลือเก็บ แต่สุดท้ายเขาก็รู้ว่าหากเขาทำอย่างนี้เขาจะไม่มีเงินที่ซื้อข้าวกินในแต่ละวันได้อย่างเพียงพอ

เขาจึงอดอาหารเป็นเวลา 2 วัน ร่ายการที่อ่อนแอของเขาจึงไม่สามารถที่จะเดินได้ แต่ด้วยความอดทนของเขาเขาจึงทำงานต่อไป เขาไปทำงานก่อสร้างพอตกกลางคืนก็ไปทำงานที่ร้านอาหารเช็ดโต๊ะ เขาเห็นลูกค้ากินอาหารเหลือและมันก็ยังร้อนอยู่ เขาก็กินมันมือของเขาสั่นไปหมดตอนจับช้อนและค่อยลงมือกินด้วยความหิวโหย

มีอยู่วันหนึ่งเขาได้ล้มป่วยลง ไข้ขึ้นสูง เขานอนซมอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆของเค้าอยู่ 3 วันทำให้เขาต้องหยุดงานพอวันรุ่งขึ้นเขาจึงหอบร่างกายที่ยังไม่ค่อยแข็งแรงนักเดินไปตามถนน 3-4 ชั่วโมงเพื่อที่จะไปทำงานที่ร้านอาหาร

ระหว่างทางเดินเขาเห็นบูธบริจาคเลือดอยู่ ตอนนั้นเขาปวดท้องมากเพราะยังไม่ได้กินอะไรเลย เขาจึงเดินเข้าไปในบูธหลังจากนั้น 1 ชั่วโมงเขาก็เดินออกมาพร้อมกับใบเสร็จเล็กๆ 1 ใบในมือ เขาหอบร่างกายที่ไร้ชีวิตชีวาเข้าไปในร้านค้าเพื่อที่จะซื้อแครกเกอร์ 1 แพ็ค

2 ปีผ่านไป

เขาได้รับเลือกให้เป็นศิลปิน 1 ใน 5 คนซึ่งศิลปินกลุ่มนี้เป็นที่โด่งดังมากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสมาชิกทั้ง 5 คนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ทางบริษัทนั้นเชื่อว่าพวกเค้าจะสามารถทำงานออกมาได้อย่างเพอร์แฟ็ก

พวกเค้าเริ่มต้นจากการร้องเพลงเพียงแค่เพลงหรือ 2 เพลงเท่านั้นแต่เพลงของพวกเค้าก็ติดชาร์ตในเกาหลีแต่ยอดขายนั้นก็ยังไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ แฟนคลับของพวกเค้าได้เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยในทุกๆวัน พวกเขารู้ว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก

แต่ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้มีงานแฟนมีตติ้งซึ่งเป็นงานแฟนมีตติ้งครั้งแรกของพวกเค้า มีผู้คนจำนวนมาต่อคิวเข้าแถวรอเป็นจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะได้เจอกับศิลปินที่พวกเค้าชื่นชม และเมื่อพวกเค้ามาปรากฎตัวต่อหน้าพวกเค้าเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น บางคนก็ถึงกับร้องไห้เลยทีเดียว

เขาดึงแฟนคลับบางคนมายืนข้างหน้าและพูดคุยกับเธอ แต่แฟนคลับคนนั้นกับเมินเฉยกับเขา

"ชั้นโดนบังคับให้ขึ้นมายืนบนนี้ ชั้นไม่ได้ชอบคุณเลย…"
หัวใจของพวกเค้าแตกเป็นเสี่ยงๆเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมาก

เขาไม่ต้องการร้องไห้ออกมาต่อหน้าแฟนคลับของเขา เขาไม่รู้ว่าเหตุใดแฟนคลับคนนึ้นถึงไม่ชอบเขา แต่เขาไม่รู้ว่ามีแฟนคลับอยู่จำนวนหนึ่งที่รอเขาอยู่ข้างนอกตึกเป็นจำนวนมาก

มีอยู่วันหนึ่งพวกเค้าเล่นอินเตอร์เน็ต และพบว่ามีข้อความโพสต์ไว้ว่า "เขาเป็นคนที่น่ารักและสวยกว่าผู้หญิงบางคนซะอีกบางครั้งชั้นยังรู้สึกอิจฉาเลย" เขาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะเบาๆและเอาแต่ยิ้ม และหวังว่าคนอื่นๆจะคิดอย่างนี้บ้าง

และแล้วการแสดงสดครั้งแรกของเขาก็มาถึงเขารู้สึกกระวนกระวายมากและหวาดกลัวกับคนที่ไม่ชอบเขา เขาหยุดยิ้มให้กับกล้องที่กำลังถ่ายรูปเขาระหว่างการแสดง

และด้วยเหตุนี้เองทางบริษัทจึงได้พิจารณาให้เขาย้ายออกมาจากอพาร์ทเมนต์นั้น แต่เขาไม่ต้องการที่จะย้ายออกมาจากที่นั่นเพราะมันเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเขา แต่เมื่อทางบริษัทสั่งมาเขาก็ต้องปฏิบัติตาม

เขาร้องไห้ เขารู้ว่าทุกๆคนในวงก็ต้องการที่จะเป็นนักร้องมีความต้องการเสียงเพลงเหมือนกัน

ชางมินซึ่งมีอายุน้อยที่สุดปลอบเขา "พวกเราทุกคนก็ผ่านอะไรที่ยากลำบากมากกว่าที่จะมาถึงวันนี้"
เขารู้สึกรักและชื่นชมชางมินมาก ดังนั้นเขาจึงฝึก ฝึกและฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อแฟนๆที่รอเขาอยู่

เขาต้องการโชว์ที่ดีที่สุดเพื่อแฟนๆที่รักเขา ระหว่างคอนเสิร์ตเขามองดูคนดูที่อยู่รอบเวทีและ director แล้วพูดว่าขอให้สนุกกับเพลงที่ผมจะร้องนะครับ แล้วเขาก็สามารถทำมันได้ เขามองดูผู้ชมข้างล่างเวทีด้วยรอยยิ้ม ถ้าหากว่าภาพแค็ปของคอนเสิร์ตนี้จะออกมาน่าเกลียดเขาก็ไม่สนใจ

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เขากำลังซ้อมเต้น เขาลื่นนั่นเป็นผลทำให้หัวเข่าของเขาหัก ยุนโฮในฐานะที่เป็นหัวหน้าวงกล่าวว่าเราจะส่งเค้าไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และตัวของแจจุงก็ได้ส่งเข้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล ข้างนอกห้องเขาเห็นเพื่อนอีก 4 คนเป็นห่วงและภาวนาให้เขาหายเร็วๆ

หมอบอกว่าเข่าข้างขวาของเขาเจ็บหนักมาก เขาต้องได้รับการผ่าตัดและต้องพักผ่อนเป็นเวลานาน แต่แจจุงนั้นปฏิเสธที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพราะว่าในอีก 2 วันข้างหน้าเขาจะมีคอนเสิร์ตที่ Seoul Olympic stadium ร่วมกับเพื่อนๆอีก 4 คน และตามตารางงานเขาจะต้องมีมิตติ้งกับแฟนๆหลังจากที่คอนเสิร์ตจบลงอีก

ยุนโฮจึงพูดกับเค้าว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้นเดี๋ยวพวกเราจะจัดการเอง" ระหว่างงานมีตติ้งพวกเค้าได้ถามชางมินว่า "นายจะขออะไรในปีใหม่นี้" ชางมินตอบว่า "ผมขอให้พี่แจจุงหายไวๆ"

แจจุงเกลียดการร้องไห้เค้ามองลงไปข้างล่างพยายามไม่ให้มีใครมีใครเห็นน้ำตา สุดท้ายเค้ามองไปที่แฟนเพลง เขาเห็นแฟนๆกำลังร้องไห้เพราะเขา หัวใจของเค้าแทบแตกสลาย

เขาหยิบไมโครโฟนมาแล้วพูดว่า "ผมไม่ได้เจ็บอะไรมาก กรุณาหยุดร้องไห้เพราะผมได้มั้ย ผมต้องการที่จะเห็นพวกคุณยิ้ม?" นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าโกหกทุกคน

24 ชั่วโมงแล้วหลังจากที่เค้าได้เข้ารับการผ่าตัด เขาไม่ได้เจ็บอะไรมากจริงๆหรอ? แต่สิ่งที่เค้าพูดออกไปก็เพราะว่าความรักที่เค้ามีต่อแฟนเพลง

ในที่สุดเค้าก็รักษาตัวจนหายเป็นปกติ เค้าได้ฉลองร่วมกับเพื่อนๆของเค้าและระหว่างที่เค้าขับรถกลับบ้านเค้าก็ได้ถูกตำรวจจับในข้อหาเมาแล้วขับ ยุนโฮได้มาประกันตัวเค้าที่โรงพัก เค้ารู้สึกผิดกับยุนโฮและคนอื่นๆ

เค้าได้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการช่วยเหลือสังคมเค้ารู้ว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำที่โง่และคิดว่าเค้าอาจจะต้องถูกไล่ออกจากบริษัท เค้าต้องการที่จะจัดงานแฟนมีตติ้งขึ้นเพื่อจะได้เป็นการขอโทษกับแฟนๆทุกๆคน เค้าร้องไห้ต่อหน้าแฟนๆ…เมื่อแฟนคลับคนนึงพูดว่า พวกเราจะไม่ลืมคุณและพวกเราจะรักคุณตลอดไป

เค้ามองดูแฟนคลับจำนวนมากที่มาให้กำลังใจเค้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและก็ได้ร้องเพลงให้กับแฟนๆได้ฟัง ในขณะที่ร้องเพลงก็มีแฟนคลับตะโกนว่า "พวกเราจะไม่ลืมคุณ" ดังขึ้นตลอดเวลา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำง่ายๆ 3 คำแต่มันก็ทำให้เขามีกำลังใจในการทำงานต่อไป

 
เขาคือคิมแจจุง  
1 ในสมาชิกของศิลปินกลุ่มที่ฮอทที่สุดของเกาหลี ดงบังชินกิ ทางบริษัทตั้งชื่อให้เค้ว่ายองวุงแจจุง เมื่อไหร่ก็ตามที่เค้าอยากร้องไห้เค้าจะนึกถึงว่าเค้าคือฮีโร่แจจุงและฮีโร่ต้องไม่ร้องไห้…ฮีโร่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

ครั้งหนึ่งแฟนๆของดงบังชินกิกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ชั้นเห็นแจจุง บางทีเค้าอาจจะชื่อฮีโร่เพราะว่าเค้าดูท่าทางเหมือนคนอ่อนแอแต่ชั้นเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าทำไมเค้าถึงชื่อว่าฮีโร่ก็เพราะว่าภายในรูปร่างหน้าตาที่สวยงามของเค้ามีจิตวิญญาณที่เป็นฮีโร่อย่างแท้จริงอยู่

— จบ —

Source : I Like Jelly @ Soompi
Credits : Baidubar+stylite @ CSSPF
Translation : ProuDoNG*WOok @ TVfXQ Thai Fan
tvfxqthaifan board

This entry was posted in TVXQ & SJ. Bookmark the permalink.

3 Responses to About Jae Joong Before Debute, ฮีโร่ของเรา”ยองอุงแจจุง”…น้ำตาพรากๆ

  1. siam says:

    อ่านจบแล้ว ได้ยินเพลง HERO ของมาราย แครี่ เป็น BGM เลย สุดยอดเลยแจจุง คนที่กล้าไล่ตามความฝันนี่เป็นคนที่น่าทึ่งทุกคนเลยแฮะ
    ขอบคุณเจ้าของที่ว่างเช่นเคยนะครับ สำหรับบทความดีๆ

  2. มณีรัตน์ says:

    รักที่สุดฮีโร่ของฉันและทุกๆคน

  3. wathanya says:

    รัก!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s